วันอังคารที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ผ้าบาติก จ.ปัตตานี

ผ้าบาติก


ผ้าบาติก (BatiK) ผ้าชนิดนี้จะใช้เทคนิคในการลงเทียน หรือขี้ผึ้งลงบนผืนผ้า แล้วนำไปย้อมสี จากนั้นนำมาต้มเพื่อเอาขี้ผึ้งออก ตำแหน่งที่เคยปิดทับด้วยขี้ผึ้งมาก่อนสีจะไม่ติด เกิดเป็นลวดลายสีขาวขึ้นมาในตำแหน่งนั้น จะเพิ่มสีสันอื่นๆ เข้าไปหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการหรือกรรมวิธีพิเศษของช่างผู้ผลิต เทคนิคการลงขี้ผึ้งนี้ในภาษาอินโดนีเซีย(ชวา) จะเรียกว่า "BATIK" 



ผ้าที่เกิดลวดลายขึ้นในผืนผ้าด้วยเทคนิคอันนี้จึงเรียกขานกันว่า ผ้าบาติก หรือ ผ้าบาเต๊ะ หรือ ผ้าปาเต๊ะ ซึ่งเป็นชื่อผ้าที่ใช้เทคนิคของการผลิตนำมาตั้งชื่อ และผ้าชนิดนี้เป็นผ้าชนิดเดียวกับที่เรียกกันในสมัยโบราณว่า ผ้ายาวา หรือผ้ายาวอ อ่านต่อ




ที่มาของเนื้อหา https://sites.google.com/site/tourpattani/p-2/p
ที่มาของวีดีโอ https://youtu.be/HBydTpkZMw0


เรือกอและจำลอง จ.ปัตตานี

เรือกอและจำลอง



ประวัติความเป็นมา

ตำบลปะเสยะวอ อำเภอสายบุรี เป็นหมู่บ้านแห่งช่างศิลป์ ในการต่อเรือกอและ ด้วยฝีมือประณีตงดงามสอดประสานศิลปะไทยและมุสลิมได้อย่างกลมกลืน เรือกอและ เรือประมงพื้นบ้านของภาคใต้ตอนล่าง นิยมวาดลายบนลำเรือด้วยสีสันงดงาม ลวดลายสวย สะดุดตา เป็นพื้นที่ ทีมีหมู่บ้านที่ผลิตเรือกอและประยุกต์ท้ายตัด เพื่อใช้ในอาชีพประมงชายฝั่ง 

          

     และเรือกอและจำลองที่ใช้เป็นของฝากของที่ระลึก ใช้ประดับตกแต่งบ้านเรือน เป็นที่นิยมทั่วไป ชาวประมงที่นี่แต่โบราณนิยมต่อเรือขึ้นใช้เองจึงเป็นที่มาของฝีมือการต่อเรือกอและอันเป็นที่เลื่องลือโดยมีเอกลักษณ์เป็นเรือหัวแหลม-ท้ายแหลมซึ่งระบายสีสันบนลำเรือได้อย่างสวยสดงดงาม อ่านต่อ


ที่มาของเนื้อหา www.otoptoday.com/wisdom/7806/เรือกอแระ
ที่มาของวีดีโอhttps://youtu.be/C_DTvVoaHP8


หมวกกะปิเยาะ จ.ปัตตานี

ประวัติความเป็นมา

พื้นที่ของตำบลสะดาวา อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่อยู่ท่ามกลางความเจริญของเขตเมืองซึ่งได้แก่เมืองปัตตานี และเมืองยะลา มีอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่ 8 หมู่บ้าน ประกอบด้วย หมู่ที่ 1 บ้านลือเมาะ หมู่ที่ 2 บ้านสิเดะ หมู่ที่ 3 บ้านอีบุ๊ หมู่ที่ 4 บ้านศาลาสอง หมู่ที่ 5 บ้านอาโห หมู่ที่ 6 บ้านบากง หมู่ที่ 7 บ้านกูแบบาเดาะ หมู่ที่ 8 บ้านปูตะ


ซึ่งหมู่ที่ 3 บ้านอีบุ๊ เป็นหมู่บ้านที่มีประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเย็บหมวกกะปิเยาะหรือประกอบงานช่างพื้นบ้านซึ่งเป็นการประกอบอาชีพโดยใช้ภูมิปัญญาที่ได้สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ อ่านต่อ

ที่มาของเนื้อหา www.otoptoday.com/wisdom/7765/เย็บหมวกกะปิเยาะบ้านอีบุ๊
ที่มาของวีดีโอ https://youtu.be/WLAMAKconaI

วันจันทร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2560

บูดู สายบุรี จ.ปัตตานี


บูดูสายบุรี”กับวิถีของคนมลายู ดังระเบิดใหญ่แล้ว


อันที่จริงคนในวงการน้ำบูดู แม้กระทั่งแฟนคลับนักกินข้าวยำน้ำพริกก็รู้มาตั้งนานแล้วว่า บูดูสายบุรี มีชื่อเสียงมานาน โดยเฉพาะ “บูดูเฮง” หรือยี่ห้ออื่นๆอีกหลากหลายที่เป็นผลิตภัณฑ์ของ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี และยังเป็นเศรษฐกิจหลักที่หล่อเลี้ยงคนสายบุรี รวมทั้งชุมชนประมงริมฝั่งอ่าวไทยในแถบจังหวัดปัตตานีและนราธิวาสมาตั้งแต่อดีต
บูดูคือน้ำหมักปลาผสมเกลือคล้ายๆน้ำปลาที่คนทั่วไปใช้ประกอบอาหาร แต่มีลักษณะข้นกว่า ซึ่งต้องใช้เวลาหมักถึง 1 ปีกว่าจะได้กิน แม้ในกระบวนการหมักอาจดูไม่น่าพิสมัยมากนัก แต่การผลิตบูดูและการรับประทานก็กลายเป็นวิถีวัฒนธรรมของคนมลายูมุสลิมในชายแดนใต้ไปแล้ว
โดยเฉพาะการเป็นส่วนผสมของข้าวยำ ที่ถือเป็นอาหารหลักอย่างหนึ่งของคนแถบนี้ที่มีสารอาหารครบถ้วนและราคาไม่แพง
“ตั้งแต่จำความได้คนก็รู้จักบูดูสายบุรีกันแล้ว อาจเป็นเพราะว่าบูดูที่นี่มีเยอะและมีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ต่างจากที่อื่น” คือคำยืนยันของ “วีนา ลอมา” ผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัด บูดูยีเซ็ง ต.ปะเสยาวอ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี
 การผลิตบูดูมีวัตถุดิบหลักๆอยู่ 2 อย่างคือ ปลากับเกลือ แต่แต่ละคนก็มีสูตรของตัวเอง เพื่อให้มีรถชาติต่างจากคนอื่น ซึ่งเมื่อก่อนมีบูดู 2 ชนิด คือ ชนิดน้ำข้นกับชนิดน้ำใส แต่ปัจจุบันลูกค้ามีความต้องการที่หลากหลายมากขึ้น ทำให้มีผลิตภัณฑ์จากบูดูแล้ว 6 ชนิด คือ อ่านต่อ



ที่มาข้อเนื้อหา http://www.deepsouthwatch.org/dsj/th/9642
ที่มาของวีดีโอhttps://www.youtube.com/watch?v=ZCsi1YzhIuI

ข้าวเกรียบปลาทะเล จ.นราธิวาส



กือโป๊ะ” ข้าวเกรียบปลา ของดีเมืองนราฯ เคี้ยวกรุบกรอบปาก

เวลาได้เดินทางไปท่องเที่ยวยังจังหวัดไหน เชื่อว่าหลายๆ คนก็ต้องหาของฝากกลับไปให้คนที่รัก คนที่รู้จัก ที่ไม่ได้มาเที่ยวด้วยกัน อย่างถ้าหากใครมีโอกาสล่องใต้ มาเที่ยวยังจ. นราธิวาส ขอแนะนำว่าไม่ควรพลาดที่จะซื้อของฝากอันมีชื่อ ที่ถือว่าเป็นของดีของจ.นราธิวาส นั่นก็คือ “กือโป๊ะ” "กรือโป๊ะ" หรือ “กะโป๊ะ” เป็นภาษายาวี (มลายู) แล้วแต่จะออกเสียงกัน แปลว่า “ข้าวเกรียบ” 


  “กือโป๊ะ” นี้เป็นอาหารขบเคี้ยวชนิดหนึ่ง ที่ชาวนรานิยมกินกันมานมนาน มีความเป็นมาจากที่จ.นราธิวาสเมื่ออดีตมีความอุดมสมบูรณ์เป็นอย่างมาก ชาวประมงสามารถทำประมงจับปลาได้เป็นจำนวนมาก และก็คิดหาวิธีการที่จะทำอย่างไรดีกับปลาที่จับมาได้เยอะ จึงได้คิดหาวิธีถนอมอาหารขึ้นมา โดยการนำเอาปลานั้น มาแปรรูปเป็นข้าวเกรียบที่สามารถเก็บไว้กินได้นาน

 

การทำ “กือโป๊ะ” นั้นจะทำมาจากเนื้อปลาสดๆอย่างปลาทู หรือปลาชนิดอื่นๆ อันอุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการอาหาร โดยจะนำปลามาตัดหัวตัดหางล้างทำความสะอาดอย่างดี แล้วนำมาบดให้ละเอียด ผสมคลุกเคล้ากับส่วนผสมอย่างแป้งสาคู แป้งมัน และเกลือ นวดคลุกเคล้าให้ส่วนผสมทั้งหมดเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วจึงนำมาปั้นเป็นแท่งทรงกลม และนำไปต้มในน้ำเดือดจนสุก อ่านต่อ







แหล่งที่มาของเนื้อหา http://www.manager.co.th/Food/ViewNews.aspx?NewsID=9580000108314

แหล่งที่มาของวีดีโอ https://www.youtube.com/watch?v=MZcTdoPcOfo

กล้วยหินบันนังสตา




กล้วยหินบันนังสตา "บาตูวัน" ของ กลุ่มแม่บ้านป่าหวังนอก

  • กล้วยหินบันนังสตา อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา เป็นกล้วยพื้นเมือง ที่มีเนื้อแข็ง และเมื่อสุกรสชาติจะออกเปรี้ยวเล็กน้อย ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ จากกรมทรัพย์สินทางปัญญาเรียบร้อยแล้ว

โดดเด่นอยู่บนลุ่มน้ำปัตตานี 2 ฝั่งแม่น้ำ ในเขตตำบลบาเจาะ อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา จากที่เคยเป็นกล้วยป่า แต่ปัจจุบัน ขึ้นแท่นเป็นโอท็อปของจังหวัดยะลา ที่มีกลุ่มแม่บ้านหลายกลุ่มผลิตออกจำหน่ายหลายรูปแบบ อย่างเช่น กลุ่มแม่บ้านป่าหวังนอก ตำบลบันนังสตา ซึ่งมี คุณรุสนี มานะแตหะ เป็นประธานกลุ่ม และ คุณไซนะ กามะ รองประธานกลุ่ม ที่คอยช่วยบริหารงานของกลุ่ม ที่ผลักดันให้กล้วยหินบังนังสตา ภายใต้การค้าว่า "บาตูวัน" คว้าโอท็อป 4 ดาว

คุณไซนะ เล่าว่า จากที่แต่ละบ้านมีกล้วยหินอยู่แล้ว เพราะเป็นกล้วยดั้งเดิมของพื้นที่ รู้กันอยู่ว่า จะถนอมอาหารกันอย่างไร ตอนแรกก็ทำกินกันในครัวเรือน บ้างขายให้คนนอก จนกระทั่งเมื่อ ปี 2544 คิดรวมกลุ่มกัน ชื่อกลุ่มแม่บ้านป่าหวังนอก ตั้งเป้าหมายกันไว้ว่าจะทำกล้วยฉาบหินออกขาย รวบรวมแม่บ้านในหมู่บ้านได้ ประมาณ 25 คน ตอนนั้นรวมหุ้นกัน คนละ 100 บาท ช่วยกันทำ ผลิตกันเรื่อยๆ กลุ่มของเราจะมีการหมุนเวียนประธานกลุ่ม 4 ปีครั้ง สับเปลี่ยนให้สมาชิกท่านอื่นได้ขึ้นมาเป็นประธานกันบ้าง โดยใช้วิธีโหวตเสียง และดูผลงานที่ผ่านมา ช่วงดำรงตำแหน่งประธานจะมีหน้าที่ ในการประชุมกับหน่วยงานต่างๆ ส่วนใหญ่จะเป็นหน่วยงานราชการที่เข้ามาช่วยเหลือ เพื่อหาช่องทางการตลาด

"กระทั่ง ปี 2547 ทางกลุ่มซื้อที่ดิน ประมาณ 100,000 บาท แต่ซื้อเงินผ่อน เพื่อมาสร้างโรงเรือนสำหรับผลิตกล้วยฉาบ ส่งขาย ทุกวันนี้กลุ่มเราสามารถปันผลให้สมาชิกได้ อย่างล่าสุด ได้ผลกำไรมา ประมาณ 60,000 กว่าบาท เราก็มาปันผลให้สมาชิกครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งก็ไปใช้หนี้ที่ซื้อที่ดิน ทุกวันนี้สมาชิกจะมีรายได้ไม่น้อยกว่า 3,000 บาท ต่อเดือน"อ่านต่อ



ที่มาของเนื้อหาhttp://info.matichon.co.th/techno/techno.php?
srctag=05044010656&srcday=&search=no
ที่มาของวีดีโอhttps://www.youtube.com/watch?v=rSTZ_95b_kI